สื่อการเมือง เลือกข้าง เลือกสี แบบมีเหตุผล...ที่ไม่สนับสนุนความรุนแรง ตามสไตล์ของ...ผู้ดูแลบล็อก **ได้เนื้อหาสาระ ไปทางคลิปภาพ+เสียง มากกว่าข้อความยาวๆ (อ่านแล้วง่วง) ผสมกับความบันเทิง ทำให้ไม่เครียดหรือหนัก จนเกินไป** ----------หมายเหตุ..คลิปบันเทิง Entertainment เลื่อนลงไปล่างสุด ของบล็อกเลยค่ะ----------
วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
รวมภาพผู้นำระดับโลกกับ "น้ำตาเจ้ากรรม"
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เปิดเผย ผลสำรวจเรื่อง "ข่าวนายกรัฐมนตรีกับน้ำท่วม ในทัศนะของประชาชน" จากการสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 64.03 เห็นว่า ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลลดลง เพราะการแก้ปัญหาน้ำท่วมขาดประสิทธิภาพ
ประเด็นสำคัญ คือ ภาพที่นายกรัฐมนตรีร้องไห้นั้น ประชาชนร้อยละ 59.38 เห็นว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้แสดงออกว่าอ่อนแอ แต่ร้อยละ 40.62 เห็นว่าเป็นการแสดงออกถึงความอ่อนแอ ขณะที่ประชาชนร้อยละ 64.51 มองว่า การร้องไห้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรี บั่นทอนกำลังใจของผู้ประสบภัย ดังนั้นนายกรัฐมนตรี จึงควรควบคุมอารมณ์ให้ดีกว่านี้
วันเดียวกัน (13 พ.ย.54) เวลา 14.50 น. ณ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) อาคารศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ กระทรวงพลังงาน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ของสวนดุสิตโพล ที่ระบุว่า ประชาชนไม่อยากให้นายกรัฐมนตรีร้องไห้ เพราะจะเป็นการบั่นทอนความรู้สึกของผู้ประสบอุทกภัย
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า " ไม่ใช่ร้องไห้ สื่อมวลชนที่ไปด้วยก็จะเห็นว่า เป็นเพียงการไปเห็นพี่น้องประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ จากที่เห็นว่า มีความทุกข์แล้วกลับมาดีขึ้น มีความสุข มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แน่นอนอารมณ์ร่วมที่ปลื้มใจต่าง ๆ มีเพียงหยดน้ำตาคลอเบ้าเท่านั้น"
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า "สื่อมวลชนขอความกรุณาไม่ได้ยืนร้องไห้ ไม่ได้อ่อนแอ แต่ดิฉันเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาคนหนึ่ง ก็ย่อมมีหัวอกหัวใจที่จะคิดถึงความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน กราบเรียบว่า ไม่ได้อ่อนแอ และจะตั้งใจทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่"
ลองมาดูภาพผู้นำระดับโลก น้ำตาซึมกันบ้าง !!!!
(ภาพจาก ประชาทอร์ค อาทิตย์ที่ 13 พ.ย.2554 )
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1321256083&grpid=01&catid=02&subcatid=0202
จดหมายเปิดผนึกถึงเลขาธิการสหประชาชาติบัน คี มูน
จดหมายเปิดผนึกถึงเลขาธิการสหประชาชาติบัน คี มูน
เรียน เลขาธิการสหประชาชาติบัน คี มูน
วอชิงตัน ดีซี,16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
ฯพณฯ ท่าน บัน คี มูน
ในฐานะที่ปรึกษาทางกฎหมายของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช. หรือคนเสื้อแดง) ผมขอเรียกร้องให้ท่านและองค์กรสหประชาชาติกรุณาให้ความช่วยเหลืออย่างเปิดเผยแก่นักโทษทางการเมืองไทยที่กำลังตกอยู่ในสภาวะอันเลวร้าย
เนื่องมาจากแคมเปญการดำเนินคดีอาญาและคุกคามฝ่ายตรงข้ามในหลายปีที่ผ่านมา ในขณะนี้เรือนจำในประเทศไทยมีสภาพที่แออัด และเต็มไปด้วยนักโทษทางการเมืองหลายร้อยราย ซึ่งหญิงชายเหล่านั้นคือ นักกิจกรรมทางการเมือง ผู้นำสหภาพแรงงาน นักเขียนบล็อกเกอร์ และประชาชนทั่วไป ที่ถูกจับกุมข้อหาละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (มาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา) หรือไม่ก็พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
ในช่วงปีล่าสุด การใช้กฎหมายของรัฐไทยดำเนินคดีอาชญากรรมทางความคิด เพื่อปิดปากฝ่ายตรงข้ามที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ก่อนรัฐประหารปี พ.ศ.2549 การใช้ที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้กฎหมายดำเนินคดีกับการแสดงความเห็นทางการเมืองในรูปแบบต่างๆเกิดขึ้นน้อยมาก ก่อนการทำรัฐประหาร จำนวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ศาลรับฟ้องมีจำนวนไม่เกินว่า 33คดี หลังจากการทำรัฐประหาร คดีมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก จาก 164 คดีในปี พ.ศ. 2552 และ 478 คดีในปี พ.ศ. 2553
การแสดงความคิดที่เจ้าหน้าที่รัฐเห็นว่าเป็น “ดูหมิ่น” สถาบันกษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความเห็นในที่สาธารณะ ตามสิ่งพิมพ์ การพูดคุยส่วนตัว หรือบนอินเตอร์เน็ต ทำให้ชายหญิงเหล่านี้หลายรายถูกพรากจากครอบครัว และถูกปล่อยให้ตกอยู่ในความสิ้นหวังในเรือนจำที่มีสภาพเลวร้าย กลุ่มคนที่ถูกจับกุมมักจะไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในขณะที่รอการพิจารณาคดีในศาล และเนื่องจาก เจ้าหน้าที่สามารถแจ้งข้อหาต่อผู้ต้องหาได้หลายกระทง ผู้ต้องหาบางรายได้รับโทษจำคุกมากกว่าสิบปี ทั้งนี้ในช่วงระหว่างการควบคุมตัว พวกเขายังต้องถูกคุมขังในเรือนจำที่มีสภาพโสโครกและแออัด และมักถูกปฏิเสธการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม แม้กระทั่งตอนที่ถูกนำตัวไปขึ้นศาล พวกเขายังถูกทำให้อับอายขายหน้าต่อสาธารณชนด้วยการถูกล่ามโซ่อย่างหนักที่ข้อเท้า
ในเดือนตุลาคม หลังจากที่รัฐบาลที่แล้วห้ามไม่ให้ผมเดินทางเข้าประเทศเป็นเวลาปีกว่า ผมมีโอกาสได้เดินทางกลับไปเยือนประเทศไทยอีกครั้ง ระหว่างที่ผมอยู่ที่นั้น ผมไปเยี่ยมนักโทษทางการเมืองหลายรายในเรือนจำที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดด้วยตัวเอง ผมหัวใจสลายที่เห็นกลุ่มคนที่ซื่อสัตย์และมีจิตใจรักชาติต้องถูกคุมขังเพราะคำพูดและความเชื่อของพวกเขา ซ้ำยังถูกควบคุมตัวในซอกหลืบที่โสโครกและไร้ความเป็นมนุษย์ แต่สิ่งที่ไร้ศีลธรรมยิ่งกว่าคือความไม่แยแสขององค์กรนานาชาติที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพทางการแสดงออก พวกเขากลับเป็นใบ้หูหนวกต่อเรื่องนี้ในประเทศไทยเป็นประจำ
อย่างที่ท่านทราบดี การที่รัฐจะคุมขังประชาชน เพราะความคิดทางเห็นทางการเมืองของพวกเขา หรือแสดงความเห็นใดก็ตามในที่สาธารณะ เป็นการละเมิดกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ นอกจากจะเป็นการละเมิดต่อคำปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติโดยตรงแล้ว นโยบายปิดกั้นเสรีภาพการแสดงออกในประเทศไทยยังเป็นการละเมิดอย่างชัดเจนต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งรัฐบาลได้ลงนามและให้สัตยาบัณ
เนื่องจากท่านเป็นตัวแทนที่สำคัญที่สุดของประชาคมโลก ผมหวังว่าการเยือนประเทศไทยของท่านจะไม่สิ้นสุดลงโดยปราศจากคำแถลงการณ์ที่แสดงการสนุบสนุนสิทธิการแสดงออกและนักโทษทางการเมืองไทยหลายร้อยรายอย่างชัดเจนต่อสาธารณชน ประชาชนชาวไทยไม่ได้คาดหวังให้ท่านต้องเลือกข้างภายใต้สภาวะความขัดแย้งทางการเมืองภายใน อย่างไรก็ตาม พวกเขาคาดหวังว่าท่านจะแสดงจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุนหลักการพื้นฐานที่ใช้ก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ
ด้วยความนับถือ
นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
Read more from โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
http://robertamsterdam.com/thai/?p=890
"ไก่อู" ซัด "มาร์ค-เทือก" สั่ง พ.ค.เลือด!!
"ไก่อู" ซัด "มาร์ค-เทือก" สั่ง พ.ค.เลือด!!
** ข่าวสด 16 พ.ย.54 ‘ไก่อู’ ให้ปากคำ ‘พ.ค.เลือด’ : ทหารยัน ′มาร์ค-เทือก′ สั่งการ รายงานข่าวแจ้งว่า นอกจาก พ.อ.สรรเสริญ แล้ว ยังมี พ.อ.ชิษณุพงศ์ รอดศิริ เสธ.ร.2 รอ. ซึ่งเป็นผู้นำกำลังมาขอคืนพื้นที่ และ ส.อ.มณี พรหมนอก สังกัด ร.2 พัน.3 รอ.
โดย พ.อ.สรรเสริญ ให้การกับพนักงานสอบสวนอย่างละเอียด เกี่ยวกับโครงสร้างการบังคับบัญชาในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเน้นย้ำว่าภารกิจของทหารนั้น จะต้องดูแลเรื่องความมั่นคงของชาติ ปกป้องอธิปไตยตามแนวชายแดน โดยปกติทหารไม่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ภายในเขตเมือง หรือในเขต กทม. เลย แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทหารต้องเข้ามาเกี่ยว จึงไม่ใช่การทำตามภารกิจของทหาร แต่มาจากคำสั่งของ ศอฉ.
ขณะเดียวกัน ศอฉ.ไม่ใช่องค์กรที่กำเนิดขึ้นมาเอง แต่มีขึ้นโดยคำสั่งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ขณะนั้น และมีนายสุเทพ รองนายกฯ ขณะนั้น เป็นผู้อำนวยการ
พ.อ.สรรเสริญให้การต่อไปว่า กรณีที่ทหารเข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่มีผู้ชุมนุมดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้โดยทั่วไป แต่เป็นเรื่องเฉพาะกิจ เพราะอำนาจปกติของทหารนั้น จะไม่สามารถนำกำลังพลพร้อมอาวุธเข้ามาปฏิบัติการในเมืองได้เลย สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะมีคำสั่งพิเศษ มีอำนาจจาก ศอฉ.เป็นผู้สั่งการ ซึ่งก็หมายถึงนายกฯ และรองนายกฯ ขณะนั้น ไม่เช่นนั้นแล้วทหารจะไม่สามารถเข้าปฏิบัติการได้ เพราะกองทัพเองไม่มีอำนาจที่จะออกคำสั่งให้ปฏิบัติการในเมืองเช่นนี้ได้
ชี้ เสธ.ไก่อู พยานปากสำคัญ!!
ข่าวแจ้งอีกว่า พนักงานสอบสวนได้ทยอยสอบปากคำพยานผู้เกี่ยวข้อง ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ทหารระดับปฏิบัติการไปแล้วหลายปาก กรณี พ.อ.สรรเสริญ ถือเป็นพยานปากสำคัญที่นั่งทำงานอยู่ในศูนย์ปฏิบัติการ สามารถให้รายละเอียดในลักษณะโครงสร้างของการสั่งการทั้งหมดได้ ซึ่งคำให้การของ พ.อ.สรรเสริญท ำให้สำนวนคดีมีความคืบหน้าไปมาก เชื่อมโยงถึงระดับสั่งการ และคำให้การพาดพิงถึงนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ อย่างชัดเจน
อีกทั้ง พ.อ.สรรเสริญ ยังให้การย้ำว่า อำนาจของกองทัพเองจะไม่สามารถเข้ามาปฏิบัติการได้เช่นนี้ ทั้งหมดจึงเป็นคำสั่งของ ศอฉ.ทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวกับกองทัพแต่อย่างใด
(ภาพจากแฟ้มภาพ)
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNeU1UUTBOREEzT1E9PQ%3D%3D§ionid
........................
มติชน 16 พ.ย.54 "สรรเสริญ" ซัด "อภิสิทธิ์-สุเทพ" เป็นผู้สั่งการ "พ.ค.เลือด" ชี้ทหารปฏิบัติตามคำสั่ง ศอฉ.
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1321449337&grpid&catid=03&subcatid=0305
เครดิต...Nipaporn Freedom / Facebook
วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
แฉกลับ "ปชป." เป็นรัฐบาลก็ซื้อจากร้านและราคาเดียวกัน
นายบุญเติม โนนจันทร์
ผู้บริหาร′หจก.พูนเจริญพาณิชย์′
และบริษัท เติมคอร์ปอเรชั่น (2008) จำกัด
กรณีเรื่องถุงยังชีพที่ ปภ.จัดซื้อจาก หจก.พูนเจริญฯ 60,000 ถุง วงเงิน 48 ล้านบาท มีราคาสินค้าในถุงเหมือนกับถุงยังชีพที่ ปภ.จัดซื้อจาก หจก.เอื้อธนพัฒน์ 40,000 ถุง วงเงิน 32 ล้านบาท กระทั่งเศษสตางค์ของราคาสินค้าก็เหมือนกัน เพราะการจัดหาถุงยังชีพต้องทำด้วยความเร่งรีบ ผู้บริหารของ ปภ.จึงเรียกผมและผู้บริหารของร้านเอื้อธนพัฒน์ ที่เคยเสนองานให้ ปภ.พิจารณาตลอดหลายปีที่ผ่านมา มาพูดคุยว่าต้องการถุงยังชีพ 100,000 ถุง จะแบ่งกันไปดำเนินการได้บริษัทละเท่าไร ที่สุดก็ได้สัดส่วนตามที่ ปภ.จัดซื้อ
ขอยืนยันว่าราคาสินค้าในถุงยังชีพไม่ได้แพงกว่าราคาตามท้องตลาด อย่างปลากระป๋องราคา 16.25 บาท หรือปลาราดพริกสามรส 19.50 บาท ในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นซื้อราคานี้ไม่ได้ นี่ยังไม่รวมค่าบรรจุ ค่าขนย้าย แถมยังต้องทำถุงตีตราสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอีกหลายหมื่นบาท
ส่วนที่มีการกล่าวหาว่าบริษัทจัดหาเรือแพงนั้น ในสมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ก็จัดซื้อเรือจากบริษัทผมไปช่วยผู้ประสบอุทกภัยเมื่อปี 2553 ถึง 270 ลำ ในอัตราราคาเดียวกันคือ เรือไฟเบอร์กลาสขนาด 5.4x2 เมตร ราคา 250,000 บาท เรือไฟเบอร์กลาสขนาด 5.2x1.85 เมตร ราคา 198,000 บาท สามารถไปตรวจสอบย้อนหลังดูได้
ขณะที่การจัดซื้อสุขามือถือกระดาษ 30,000 ชุด วงเงิน 7.35 ล้านบาท แม้บริษัทของผมจะไม่ได้ผลิตเอง แต่ก็ไปหาคนรู้จักที่ทำอยู่ส่งมาให้ โดยสาเหตุที่สุขามือถือกระดาษของผมมีราคาชุดละ 245 บาท เพราะใช้กระดาษรังผึ้ง ต่างกับเครือซิเมนต์ไทยที่ใช้แค่กระดาษลูกฟูก เพราะมีความทนทานมากกว่า ที่สำคัญเครือซิเมนต์ไทยก็ไม่ได้ขายสุขากระดาษชุดละ 111 บาทอย่างที่บอก เพราะที่เครือซิเมนต์ไทยมาเสนอราคาต่อ ปภ.มีราคาชุดละ 180 บาท ที่สำคัญเมื่อถึงเวลาจะจัดซื้อ ตัวแทนเครือซิเมนต์ไทยกลับไม่มาปรากฏตัว ทำให้ ปภ.มอบหมายให้ผมดำเนินการแทน
"ทั้งนี้ สาเหตุที่ให้บริษัทเติมฯ เป็นผู้ขายสุขากระดาษแทนที่จะเป็น หจก.พูนเจริญฯ ทั้งที่มีที่ตั้งอยู่ในอาคารหลังเดียวกัน ก็เพราะต้องการให้บริษัทเติมฯมีผลประกอบการใส่ไว้ในรายงานประจำปี เป็นการกระจายรายได้ของบริษัทในเครือเดียวกัน เรื่องนี้ถือเป็นเหตุผลทางธุรกิจ ไม่มีอะไรผิดปกติ"
ส่วนการที่บริษัทของผมได้มาจัดหาถุงยังชีพ เรือ และสุขามือถือกระดาษให้กับ ปภ.ทั้งที่ไม่เคยประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องเลย ก็เพราะการจัดหาถุงยังชีพ เรือ และสุขากระดาษไม่จำเป็นต้องใช้ความชำนาญเฉพาะด้าน ใช้เพียงกำลังคนเท่านั้น ซึ่งบริษัทของผมก็มีอยู่ ผมได้ฟังการอภิปรายของฝ่ายค้านอยู่ตลอด พบว่าข้อมูลหลายอย่างที่ ส.ส.ฝ่ายค้านหยิบมาอภิปรายไม่ตรงกับความจริง เป็นไปได้ว่ามีคนขี้อิจฉาที่มาทีหลัง ทำให้ไม่ได้งาน ส่งข้อมูลดังกล่าวไปให้ จึงอยากขอความเป็นธรรมกับผมบ้าง เพราะอยู่นอกสภา ไม่มีโอกาสได้ชี้แจง
"ผมยืนยันว่าไม่เคยรู้จักกับนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นการส่วนตัว กระทั่งคนใกล้ชิดนายยงยุทธก็ไม่เคยรู้จักแม้แต่คนเดียว แต่ยอมรับว่ารู้จักข้าราชการในข้าราชการใน ปภ.หลายคน เพราะเคยมาเสนองานให้หลายครั้ง จนทำให้คุ้นเคยกับคนใน ปภ. กระทั่งเด็กส่งของก็ยังรู้จัก"
มติชน
http://www.prachatalk.com/board/%E0%B8%A...7%E0%B8%B3
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)















